ลักษณะโหลด

ป้องกันมอเตอร์พัดลมและโบลเวอร์: ความเฉื่อยสูง สายพานขาด และชนิดใบพัดที่เปลี่ยนคำตอบทั้งหมด

เขียนโดย: ทีมวิศวกรรม SAV Automationอ้างอิง: ผลของการติดตั้งจริงต่อสมรรถนะพัดลมตาม AMCA Publication 201 (System Effect) และเกณฑ์ความสั่นสะเทือนตาม ISO 20816-1 (ดูแหล่งอ้างอิงด้านล่าง)ปรับปรุงล่าสุด: 2 สิงหาคม 2569
คำตอบโดยสรุป

พัดลมและโบลเวอร์รวมปัญหาสองอย่างที่โหลดอื่นไม่ค่อยมีพร้อมกัน หนึ่ง ความเฉื่อยของใบพัดสูงมากจนช่วงเร่งกินเวลาหลายสิบวินาที ทริปตอนสตาร์ตจึงเกิดจากการตั้ง D-Time สั้นเกิน ไม่ใช่จากมอเตอร์ผิดปกติ สอง สายพานขาดกับทางลมเข้าอุดตันทำให้กระแสตกเหมือนกันทั้งคู่ รีเลย์กระแสจึงแยกไม่ได้ว่าเป็นอันไหน ต้องดูความดันต่างคร่อมฟิลเตอร์ประกอบ และชนิดใบพัดยังเปลี่ยนคำตอบเรื่องโหลดเกินทั้งหมด เพราะ Forward-curved โหลดเกินได้ แต่ Backward-curved ไม่

พัดลมและโบลเวอร์เป็นโหลดที่ดูเรียบง่ายที่สุดในโรงงาน แต่สร้างใบแจ้งซ่อมประเภท “ทริปตอนสตาร์ต” มากที่สุด และเป็นโหลดเดียวที่ อาการเสียสองอย่างซึ่งต่างกันคนละเรื่อง ให้สัญญาณกระแสเหมือนกันเป๊ะ

ความเฉื่อย: เหตุผลที่พัดลมทริปตอนสตาร์ต

ใบพัดพัดลมคือมวลก้อนใหญ่ที่อยู่ห่างจากแกนหมุน ซึ่งเป็นนิยามของโมเมนต์ความเฉื่อยสูง มอเตอร์จึงต้อง ลากมันขึ้นจากศูนย์เป็นเวลานาน และตลอดช่วงนั้น กระแสจะสูงค้างอยู่ในระดับใกล้กระแสสตาร์ต

จุดที่ทำให้เข้าใจผิดคือ เมื่อเดินถึงความเร็วแล้วพัดลมกลับเป็นโหลดที่เบามาก กระแสตอนเดินปกติจึงต่ำ สวยงาม ทุกอย่างดูปกติดี ปัญหาอยู่เฉพาะช่วงไม่กี่สิบวินาทีแรกเท่านั้น

ℹ️ ทริปตอนสตาร์ตแต่เดินแล้วปกติ = เรื่องเวลา ไม่ใช่เรื่องกระแส

ถ้ามอเตอร์เดินได้ปกติหลังสตาร์ตติด แสดงว่าค่ากระแสที่ตั้งไว้ถูกแล้ว สิ่งที่ผิดคือ เวลาที่ยอมให้กระแสสูงได้ ซึ่งคือ D-Time หรือ Trip Class ไม่ใช่ค่า OC

วิธีทำที่ถูกต้องมีสามขั้น และขั้นแรกสำคัญที่สุด

  1. จับเวลาสตาร์ตจริงด้วยนาฬิกา ตั้งแต่กดสตาร์ตจนเสียงและกระแสนิ่ง ทำในสภาพที่แดมเปอร์อยู่ในตำแหน่ง เดินเครื่องจริง
  2. ตั้ง D-Time ให้ยาวกว่าค่าที่จับได้เล็กน้อย ไม่ใช่ยาวสองสามเท่า
  3. ถ้าตั้งจนสุดช่วงของรีเลย์แล้วยังไม่พอ ปัญหาย้ายไปอยู่ที่วิธีสตาร์ตมอเตอร์ แล้ว — ต้องใช้สตาร์-เดลตาหรือซอฟต์สตาร์ตเตอร์เพื่อยืดช่วงเร่ง ไม่ใช่หาทางตั้งรีเลย์ให้ทนขึ้น

รายละเอียดของอาการนี้อยู่ในทำไม EOCR ทริปตอนสตาร์ต และ ตั้งค่าอย่างไรไม่ให้ทริปมั่ว

ชนิดใบพัดเปลี่ยนคำตอบเรื่องโหลดเกินทั้งหมด

คำถาม “เปิดแดมเปอร์สุดแล้วมอเตอร์จะโหลดเกินไหม” ไม่มีคำตอบเดียว เพราะขึ้นกับรูปใบพัด

ชนิดใบพัดลักษณะกำลังเปิดแดมเปอร์สุด / ยังไม่ต่อท่อ
Forward-curved (ใบซี่กรงกระรอก)Overloading — กำลังเพิ่มต่อเนื่องจนถึงจุดลมออกอิสระโหลดเกินได้จริง ต้องระวัง
Backward-curved / AirfoilNon-overloading — กำลังสูงสุดใกล้จุด BEP แล้วลดลงไม่โหลดเกินในลักษณะเดียวกัน
Radial (ใบตรง)อยู่ระหว่างกลาง มักเพิ่มตามปริมาณลมต้องดูกราฟผู้ผลิต
⚠️ ที่พบบ่อยคือทดลองเดินก่อนต่อท่อ

พัดลม Forward-curved ที่ถูกเปิดทดสอบตอนยังไม่ได้ต่อท่อหรือยังไม่ติดฟิลเตอร์ จะเจอแรงต้านต่ำที่สุด ซึ่งคือจุดที่มันกินกำลังสูงสุดพอดี หลายกรณีที่ “ทริปตอนทดสอบแต่พอต่อระบบครบแล้วปกติ” มาจากเรื่องนี้ ไม่ใช่ความผิดปกติของมอเตอร์

อีกด้านหนึ่ง สมรรถนะจริงหลังติดตั้งมักไม่ตรงกับกราฟที่ผู้ผลิตให้มา เพราะรูปแบบท่อทางเข้า–ออกทำให้เกิด สิ่งที่ AMCA Publication 201 เรียกว่า System Effect ข้องอที่อยู่ชิดปากทางเข้าเกินไปเปลี่ยนทั้งลมที่ได้ และกำลังที่กิน — เป็นเหตุผลที่ค่าที่ตั้งควรมาจากการวัดหน้างาน ไม่ใช่จากแคตตาล็อก

อาการเสียที่พบหน้างาน

อาการเสียกระแสเป็นอย่างไรอาการหน้างานตรวจจับด้วย
สายพานขาดหรือหลุดกระแสตกลงทันทีสู่ระดับเดินตัวเปล่ามอเตอร์หมุนแต่ไม่มีลม อุณหภูมิปลายทางสูงขึ้นUndercurrent / Underload (กระแสต่ำ)
ลมไหลมากเกิน (แดมเปอร์เปิดสุด / ท่อยังไม่ต่อ)กระแสสูงเกินพิกัด — เฉพาะพัดลมแบบ Forward-curved ที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามปริมาณลมทริปหลังเปิดแดมเปอร์สุด หรือตอนทดลองเดินก่อนต่อท่อ ระบบต้านทานต่ำกว่าที่ออกแบบOverload (โหลดเกิน)Start Delay / D-Time
ทางลมเข้าอุดตัน / ฟิลเตอร์ตันกระแส ลดลง เพราะมวลอากาศที่เคลื่อนย้ายลดลงลมออกน้อย ความดันสถิตเปลี่ยน ห้องอับUndercurrent / Underload (กระแสต่ำ)Interlock จากเซนเซอร์ภายนอก
เร่งตัวนาน (ความเฉื่อยสูง)กระแสสูงค้างตลอดช่วงสตาร์ต นานกว่ามอเตอร์ทั่วไปมากทริปตอนสตาร์ตทั้งที่เดินแล้วปกติStart Delay / D-TimeOverload (โหลดเกิน)
ใบพัดไม่สมดุล / มีคราบเกาะกระแสแกว่งเล็กน้อยรอบค่าปกติสั่นสะเทือนเพิ่มขึ้น แบริ่งเสียงดัง อายุแบริ่งสั้นลงInterlock จากเซนเซอร์ภายนอก
⚠️ ข้อควรระวังในการอ่านกระแส
  • ลมไหลมากเกิน (แดมเปอร์เปิดสุด / ท่อยังไม่ต่อ)ขึ้นกับชนิดใบพัด — Forward-curved เป็นแบบ Overloading กำลังเพิ่มต่อเนื่องจนถึงจุดลมออกอิสระ จึงทริปได้จริง ส่วน Backward-curved และ Airfoil เป็นแบบ Non-overloading กำลังขึ้นสูงสุดใกล้จุด BEP แล้วลดลง เปิดแดมเปอร์สุดจึงไม่ทำให้โหลดเกินในลักษณะเดียวกัน ต้องดูชนิดใบพัดก่อนสรุป
  • ทางลมเข้าอุดตัน / ฟิลเตอร์ตันอาการเดียวกับสายพานขาดเมื่อดูจากกระแสอย่างเดียว ต้องดูความดันต่างคร่อมฟิลเตอร์ประกอบ
  • ใบพัดไม่สมดุล / มีคราบเกาะตรวจด้วยการวัดความสั่นสะเทือน กระแสมอเตอร์ไม่ไวพอสำหรับอาการนี้

สองอาการที่กระแสแยกไม่ออก

นี่คือข้อจำกัดที่ต้องพูดตรง ๆ สายพานขาด และ ทางลมเข้าอุดตัน ทำให้กระแสตกลงเหมือนกัน เพราะทั้งคู่คือเรื่องเดียวกันในสายตาของมอเตอร์ — มวลอากาศที่ต้องเคลื่อนย้ายลดลง

สายพานขาดฟิลเตอร์ / ทางลมเข้าตัน
กระแสตกทันทีสู่ระดับเดินตัวเปล่าค่อย ๆ ตกลง หรือตกแล้วค้าง
ความดันต่างคร่อมฟิลเตอร์หายไปสูงขึ้นชัดเจน
เสียงลมเงียบลงทันทีเปลี่ยนโทน มีเสียงดูด
ใบพัดหมุนหรือไม่ไม่หมุนหมุนปกติ

Undercurrent จับได้ทั้งสองอาการ แต่บอกไม่ได้ว่าอันไหน ถ้าต้องแยกให้ได้จริงในระบบที่หยุดไม่ได้ ให้ติด สวิตช์ความดันต่างคร่อมฟิลเตอร์ เป็นสัญญาณที่สอง ซึ่งราคาถูกกว่าการเดินไปดูทุกครั้งมาก

ข่าวดีของพัดลม

ต่างจากปั๊ม ช่วงระหว่างกระแสเดินปกติกับกระแสเดินตัวเปล่าของพัดลม กว้างและชัดเจน การตั้ง Undercurrent บนพัดลมสายพานจึงทำได้จริงและแทบไม่ทริปมั่ว ซึ่งตรงข้ามกับปั๊มหอยโข่งหลายตัว ที่สองค่านั้นเบียดกันจนตั้งไม่ได้

ฟังก์ชันป้องกันที่ต้องมี

พัดลม / โบลเวอร์ — ลักษณะโหลด Variable Torque · แรงบิดและกำลังเปลี่ยนตามความเร็ว (T ∝ n², P ∝ n³ โดยประมาณ)

ความเสี่ยงหลัก: โหลดเกิน, เดินแห้ง, คาวิเทชัน

จำเป็น

  • Overload (โหลดเกิน)ตัดวงจรเมื่อกระแสสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้นานเกินเวลาหน่วง · ดูรุ่น · ดูรุ่น · ดูรุ่น
  • Phase Loss (ขาดเฟส)ตัดเมื่อเฟสใดเฟสหนึ่งหายไป ก่อนอีกสองเฟสรับภาระแทนจนไหม้ · ดูรุ่น · ดูรุ่น · ดูรุ่น
  • Start Delay / D-Timeไม่นับกระแสช่วงสตาร์ตเป็นโหลดเกิน จนพ้นเวลาเร่ง · ดูรุ่น · ดูรุ่น

แนะนำ

  • Undercurrent / Underload (กระแสต่ำ)ตัดเมื่อกระแสต่ำกว่าค่าที่ตั้ง — โหลดหายไปทั้งที่มอเตอร์ยังหมุน · ดูรุ่น · ดูรุ่น
  • Current Unbalance (กระแสไม่สมดุล)ตัดเมื่อส่วนต่างระหว่างเฟสสูงสุดกับต่ำสุดเกินค่าที่ตั้ง · ดูรุ่น · ดูรุ่น

ใช้เฉพาะบางระบบ

  • Ground Fault (ไฟรั่วลงดิน)ตรวจผลรวมกระแสสามเฟสผ่าน ZCT — ไม่เป็นศูนย์คือมีกระแสรั่วลงดิน (ติดตั้งกลางแจ้งหรือในพื้นที่ชื้น) · ดูรุ่น · ดูรุ่น
  • Interlock จากเซนเซอร์ภายนอกอาการที่กระแสมอเตอร์มองไม่เห็น ต้องใช้เซนเซอร์ภายนอก เช่น สวิตช์ระดับน้ำ ความดัน การไหล หรือความเร็วสายพาน ต่อพ่วงเข้าวงจรควบคุม (ต้องแยกฟิลเตอร์ตันออกจากสายพานขาด)

เลือกฟังก์ชันป้องกันตามลักษณะโหลดก่อนเลือกรุ่นรีเลย์ — ไม่ควรเลือกรุ่นจากช่วงกระแสอย่างเดียว

ตั้งค่าจริงอย่างไร

Overload (OC)

ตั้งที่ FLA ตาม Nameplate ตามปกติ ประเด็นของพัดลมไม่ได้อยู่ที่ค่านี้ แต่อยู่ที่เวลา

D-Time

ค่าที่ยาวที่สุดในบรรดาโหลดทั่วไป จับเวลาจริงเสมอ อย่าใช้ค่ามาตรฐานจากโหลดชนิดอื่น พัดลมใบใหญ่ ที่ต่อตรงกับมอเตอร์อาจใช้เวลาเร่งเกินครึ่งนาที ในขณะที่ปั๊มหอยโข่งขนาดเดียวกันใช้ไม่ถึงห้าวินาที

Undercurrent (UC)

  1. วัด กระแสเดินปกติ ที่แดมเปอร์ตำแหน่งใช้งานจริง
  2. วัด กระแสเดินตัวเปล่า — บนพัดลมสายพานทำได้ง่ายโดยถอดสายพานออกแล้วเดินมอเตอร์เปล่า
  3. ตั้ง UC ไว้ระหว่างสองค่า ค่อนไปทางค่าเดินปกติ พร้อมหน่วง 3–10 วินาที

Unbalance และ Phase Loss

ตั้งไว้เสมอ พัดลมจำนวนมากอยู่บนหลังคาหรือกลางแจ้ง ซึ่งเป็นจุดที่จุดต่อสายเสื่อมเร็วที่สุดจากความชื้น และรอบอุณหภูมิ อาการขาดเฟสบนโหลดที่เดินยาว ๆ ทั้งกะทำให้ขดลวดไหม้เงียบ ๆ — ดูแยก Overload กับ Phase Loss และ กระแสไม่สมดุล

สิ่งที่ต้องยอมรับว่ารีเลย์ทำไม่ได้

ใบพัดไม่สมดุลและคราบเกาะใบพัด ไม่ปรากฏในกระแสอย่างมีนัยสำคัญ อาการนี้ต้องวัดความสั่นสะเทือน เทียบกับเกณฑ์ตาม ISO 20816 การเพิ่มความไวรีเลย์ไม่ได้ช่วย มีแต่จะได้การทริปมั่วเพิ่มขึ้น

สรุปเป็นลำดับการตั้งค่า

  1. ดูก่อนว่าใบพัดเป็น Forward-curved หรือ Backward-curved — เปลี่ยนคำตอบเรื่องโหลดเกินทั้งหมด
  2. ตั้ง OC = FLA
  3. จับเวลาสตาร์ตจริง → ตั้ง D-Time ยาวกว่านั้นเล็กน้อย นี่คือขั้นที่สำคัญที่สุด
  4. วัดกระแสเดินปกติและเดินตัวเปล่า → ตั้ง UC ไว้ระหว่างสองค่า
  5. ตั้ง Phase Loss + Unbalance โดยเฉพาะพัดลมกลางแจ้ง
  6. ถ้าต้องแยกฟิลเตอร์ตันออกจากสายพานขาด → เพิ่ม สวิตช์ความดันต่างคร่อมฟิลเตอร์
  7. เรื่องสั่นสะเทือน → ใช้การวัดความสั่น ไม่ใช่รีเลย์กระแส

พัดลมทริปตอนสตาร์ตซ้ำ ๆ

ส่ง Nameplate มอเตอร์ ยี่ห้อ/รุ่นรีเลย์ที่ใช้อยู่ และเวลาที่จับได้ตั้งแต่กดสตาร์ตจนกระแสนิ่งมาทาง LINE ทีมวิศวกรจะช่วยดูว่าตั้ง D-Time แก้ได้ หรือถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนวิธีสตาร์ตแล้ว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

พัดลมทริปตอนสตาร์ตทุกครั้ง แต่เดินแล้วปกติ แก้อย่างไร?

เกือบทั้งหมดเป็นเรื่อง D-Time สั้นเกินไป ไม่ใช่มอเตอร์หรือรีเลย์เสีย ใบพัดพัดลมมีความเฉื่อยสูงมาก ช่วงเร่งจึงกินเวลาได้ตั้งแต่สิบวินาทีถึงเกินครึ่งนาทีในเครื่องใหญ่ ระหว่างนั้นกระแสจะสูงค้างอยู่ ต้องจับเวลาสตาร์ตจริงด้วยนาฬิกาแล้วตั้ง D-Time ให้ยาวกว่านั้นเล็กน้อย ถ้าตั้งจนสุดแล้วยังไม่พอ แปลว่าต้องเปลี่ยนวิธีสตาร์ต

สายพานขาดกับฟิลเตอร์ตัน ดูจากกระแสแยกกันได้ไหม?

แยกไม่ได้ ทั้งสองอย่างทำให้กระแสลดลงเหมือนกัน เพราะทั้งคู่คือการที่มวลอากาศที่พัดลมเคลื่อนย้ายลดลง ต่างกันแค่สาเหตุ วิธีแยกที่ใช้ได้จริงคือติดเกจวัดความดันต่างคร่อมฟิลเตอร์ ถ้าความดันต่างสูงคือฟิลเตอร์ตัน ถ้าความดันต่างหายไปพร้อมกับกระแสคือสายพานขาด

เปิดแดมเปอร์สุดแล้วพัดลมกินกระแสเกิน เป็นเรื่องปกติหรือไม่?

ขึ้นกับชนิดใบพัด พัดลมแบบ Forward-curved มีลักษณะ Overloading กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามปริมาณลม เปิดแดมเปอร์สุดหรือทดลองเดินก่อนต่อท่อจึงทำให้โหลดเกินได้จริง ส่วนแบบ Backward-curved และ Airfoil เป็นแบบ Non-overloading กำลังจะขึ้นสูงสุดใกล้จุดประสิทธิภาพสูงสุดแล้วลดลง จึงไม่โหลดเกินในลักษณะนั้น ต้องดูชนิดใบพัดก่อน

ใช้ Undercurrent จับสายพานขาดได้จริงไหม?

ได้ และเป็นหนึ่งในงานที่ Undercurrent ทำได้ดีที่สุด เพราะสายพานขาดทำให้กระแสตกลงสู่ระดับเดินตัวเปล่าอย่างชัดเจนและค้างอยู่ ต่างจากปั๊มที่ช่วงระหว่างเดินปกติกับเดินแห้งมักแคบ ตั้งไว้ระหว่างกระแสเดินตัวเปล่ากับกระแสเดินปกติที่ภาระต่ำสุด พร้อมหน่วงเวลาไม่กี่วินาที

พัดลมสั่นมากขึ้น รีเลย์กระแสจับได้ไหม?

ไม่ได้ คราบฝุ่นเกาะใบพัดหรือใบพัดไม่สมดุลทำให้กระแสแกว่งเพียงเล็กน้อยรอบค่าปกติ ซึ่งน้อยเกินกว่าที่รีเลย์จะแยกจากการเปลี่ยนภาระตามปกติ เรื่องนี้ต้องวัดความสั่นสะเทือนและเทียบกับเกณฑ์ตาม ISO 20816 การล้างใบพัดตามรอบมักได้ผลมากกว่าการเปลี่ยนแบริ่งซ้ำ ๆ

แหล่งอ้างอิง

  1. AMCA Publication 201-23 — Fans and Systemsที่มาของแนวคิด System Effect Factor — เหตุผลที่พัดลมตัวเดียวกันให้สมรรถนะและกินกำลังต่างกันเมื่อการติดตั้งต่างกัน
  2. ANSI/AMCA 210 — Laboratory Methods of Testing Fans for Certified Aerodynamic Performance Ratingวิธีทดสอบในห้องปฏิบัติการที่กราฟพัดลมจากผู้ผลิตอ้างอิงอยู่ (อ้างแบบไม่ระบุปี — ยังยืนยันฉบับปัจจุบันไม่ได้)
  3. ISO 20816-1:2016 — Mechanical vibration: Measurement and evaluation of machine vibration — Part 1: General guidelinesแทนที่ ISO 10816-1:1995 โดยรวมการวัดที่ตัวเรือนและที่เพลาเข้าด้วยกัน (เกณฑ์เครื่องจักรอุตสาหกรรมเกิน 15 kW อยู่ใน Part 3)
  4. IEC 60947-4-1:2023 (Ed. 5.0, corrected version 2026-03) — Contactors and motor-startersTrip Class ของอุปกรณ์ป้องกันโหลดเกิน — โหลดความเฉื่อยสูงต้องใช้คลาสที่ยอมให้ช่วงเร่งยาวขึ้น
  5. มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย วสท. 022001-22 (พ.ศ. 2564)ข้อกำหนดการติดตั้งวงจรมอเตอร์และการป้องกัน

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเชิงเทคนิคเพื่อการศึกษาและการเลือกอุปกรณ์เบื้องต้น ค่าที่คำนวณเป็น “ค่าประมาณ” การออกแบบและติดตั้งจริงต้องตรวจสอบกับข้อมูลบน Nameplate มาตรฐานฉบับปัจจุบัน และวิศวกรผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ SAV ไม่รับผิดชอบต่อการนำไปใช้นอกบริบท