ลักษณะโหลด
ป้องกันมอเตอร์รอกและเครน: ตอนลดโหลด กระแสไม่ได้บอกว่ามีโหลดอยู่หรือไม่
รอกเป็นโหลดแบบ Overhauling เมื่อลดโหลดลง น้ำหนักกลายเป็นตัวขับมอเตอร์ มอเตอร์จึงทำตัวเป็นเครื่องกำเนิดและกระแสที่วัดได้ต่ำกว่าตอนยกที่น้ำหนักเท่ากัน โดยไม่แปรตามน้ำหนักด้วย เพราะรีเลย์อ่านได้แต่ขนาด ไม่เห็นทิศทางของกำลัง ผลคือห้ามใช้ Undercurrent แปลว่าโหลดหาย และห้ามใช้กระแสเป็นเครื่องชั่ง อาการที่อันตรายที่สุดคือเบรกลื่น ซึ่งไม่มีสัญญาณในกระแสเลยเพราะโหลดไหลลงตอนที่มอเตอร์ไม่ได้จ่ายไฟด้วยซ้ำ ฟังก์ชันที่มีค่าที่สุดของรอกจึงเป็นการจำกัดจำนวนสตาร์ตและการจับขาดเฟสแบบชั่วขณะจากรางไฟ
รอกเป็นเครื่องจักรเดียวในคลังความรู้นี้ที่ อาการอันตรายที่สุดของมันไม่ปรากฏในกระแสเลยแม้แต่น้อย และเป็นเครื่องที่ค่ากระแสตอนทำงานปกติหลอกคนอ่านได้มากที่สุด
Overhauling Load: เมื่อโหลดขับมอเตอร์กลับ
ตอนยกของขึ้น มอเตอร์ทำงานตามปกติ — จ่ายแรงบิดสู้กับน้ำหนัก กระแสสูงตามภาระ
ตอนลดของลง น้ำหนักกลายเป็นตัวขับ ถ้าปล่อยให้โหลดพาชุดขับหมุนเร็วกว่าความเร็วซิงโครนัส มอเตอร์เหนี่ยวนำจะกลายเป็น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า กำลังไหลย้อนออกจากมอเตอร์แทนที่จะไหลเข้า
นี่คือรากของทุกปัญหาในบทความนี้ รีเลย์กระแสวัด ขนาด ของกระแสเท่านั้น มันไม่รู้ว่ากำลังไหลไปทางไหน และการลดโหลดคือกรณีที่ ทิศทางคือเรื่องทั้งหมด
ตอนลดโหลด กระแสเป็นเท่าไร
คำตอบที่ซื่อสัตย์คือ “แล้วแต่ว่าชุดขับทำงานแบบไหน”
| สภาวะ | มอเตอร์ทำอะไร | กระแสที่จุดวัด |
|---|---|---|
| ยกขึ้น | Motoring | สูง แปรตามน้ำหนัก |
| ลดลงเร็วกว่าความเร็วซิงโครนัส | เครื่องกำเนิดเหนี่ยวนำ กำลังไหลย้อน | ต่ำกว่าตอนยกที่น้ำหนักเดียวกัน แต่ไม่เป็นศูนย์ |
| ลดแบบสวนแรงบิด (Plugging) | สลิปมากกว่า 1 | สูงกว่าตอนยก เข้าใกล้กระแสมอเตอร์ค้าง |
| เบรกด้วยการฉีดไฟตรง (DC Injection) | เบรกทางไฟฟ้า | เป็นกระแสเบรก ไม่เกี่ยวกับน้ำหนักเลย |
| VFD + เบรกรีซิสเตอร์ | ทำงานเต็มแรงบิด | กระแสด้านไลน์แทบหายไป เพราะพลังงานลงรีซิสเตอร์ |
แถวสุดท้ายคือกับดักที่ร้ายที่สุด — มอเตอร์กำลังออกแรงเต็มที่ แต่ถ้า CT คล้องอยู่ด้านไลน์ รีเลย์แทบไม่เห็นอะไรเลย
ทำไมรีเลย์อ่านการลดโหลดเป็น "ไม่มีโหลด"
สี่กลไกที่ทำงานพร้อมกัน
- มันวัดขนาดอย่างเดียว ทิศทางของกำลังมองไม่เห็น
- มีพื้นกระแสกระตุ้นสนามแม่เหล็กอยู่เสมอ มอเตอร์เหนี่ยวนำกินกระแสส่วนนี้ตลอดแม้ไม่มีภาระ ค่าจึงต่ำแต่ไม่เคยเป็นศูนย์ ทำให้ “ต่ำ” เป็นค่าที่ตีความไม่ได้
- ตอนลดโหลดแบบคืนพลังงาน มอเตอร์จ่ายแค่กำลังสูญเสีย ส่วนพลังงานศักย์มาจากตัวโหลดเอง — กระแสจึงต่ำจริง ในจังหวะที่เครื่องอันตรายที่สุด
- บนรอก VFD ตำแหน่ง CT มักอยู่ด้านไลน์ รีเลย์จึงเฝ้าดูอินพุตของไดรฟ์ ไม่ใช่ตัวมอเตอร์
“ตั้ง Undercurrent ไว้ เดี๋ยวรู้เองว่าสลิงขาด” — ไม่ใช่ การลดโหลดตามปกติให้ค่าเหมือนกัน
“กระแสต่ำแปลว่าเบรกจับอยู่” — ไม่ใช่ กระแสต่ำไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับเบรกเลย
“ใช้กระแสดูว่ายกของหนักแค่ไหน” — ไม่ใช่ ที่ความเร็วต่ำ ตอนกระตุกทีละนิด และหลังอินเวอร์เตอร์ กระแสไม่แปรตามน้ำหนักอย่างที่คิด
อาการเสียที่พบหน้างาน
| อาการเสีย | กระแสเป็นอย่างไร | อาการหน้างาน | ตรวจจับด้วย |
|---|---|---|---|
| ลดโหลดลง — โหลดขับมอเตอร์กลับ | กระแส ต่ำกว่าตอนยกที่น้ำหนักเท่ากัน แต่ไม่เป็นศูนย์ และ ไม่แปรตามน้ำหนักโหลด เพราะทิศทางของกำลังกลับด้าน ส่วนรีเลย์อ่านได้แค่ขนาด | เป็นการทำงานปกติ ไม่ใช่ความผิดปกติ — แต่เป็นภาพที่ทำให้อ่านค่าผิดบ่อยที่สุด | Interlock จากเซนเซอร์ภายนอก |
| เบรกลื่นหรือผ้าเบรกสึก — โหลดไหลลงเอง | ไม่มีสัญญาณใด ๆ ในกระแสเลย เพราะโหลดไหลลงตอนที่มอเตอร์ไม่ได้จ่ายไฟอยู่ด้วยซ้ำ | โหลดค่อย ๆ ไหลลงหลังปล่อยปุ่ม ระยะเบรกยาวขึ้น มีเสียงและกลิ่นผ้าเบรก | Interlock จากเซนเซอร์ภายนอก |
| ยกเกินพิกัด | กระแสตอนยกสูงขึ้น และถ้ายกไม่ขึ้นจะกลายเป็นกระแสค้างระดับมอเตอร์ค้าง | ยกไม่ขึ้นหรือขึ้นช้าผิดปกติ โครงสร้างและรอกมีเสียงลั่น | Overload (โหลดเกิน)Stall / Locked Rotor (มอเตอร์ค้าง) |
| เบรกไม่ปลดแล้วสั่งเดิน | กระแสค้างที่ระดับมอเตอร์ค้าง โดยที่โหลดไม่ขยับ | มอเตอร์ครางอยู่กับที่ ผ้าเบรกไหม้ คอยล์เบรกร้อนจัด | Stall / Locked Rotor (มอเตอร์ค้าง)Overload (โหลดเกิน) |
| หน้าสัมผัสรางไฟหรือสายเฟสตองหลุดชั่วขณะ | กระแสเฟสหนึ่งหายเป็นช่วงสั้น ๆ อีกสองเฟสสูงขึ้นชั่วขณะ ค่าไม่สมดุลกระพริบไปมา | คนใช้งานรายงานว่า “รอกไม่มีแรง” หรือสะดุดเป็นช่วง มักสัมพันธ์กับตำแหน่งบนราง | Phase Loss (ขาดเฟส)Current Unbalance (กระแสไม่สมดุล) |
| ไฟรั่วที่สายลากหรือรางไฟ | กระแสสามเฟสอาจปกติ แต่ผลรวมผ่าน ZCT ไม่เป็นศูนย์ | สายลากถูกดึงและเสียดสีจนฉนวนเปื่อย มักพบที่จุดงอซ้ำ ๆ และที่ปลายทางเข้า | Ground Fault (ไฟรั่วลงดิน) |
- ลดโหลดลง — โหลดขับมอเตอร์กลับ — ห้ามตั้ง Undercurrent ให้แปลว่า “โหลดหาย” บนรอก กระแสต่ำตอนลดโหลดคือพฤติกรรมปกติ และถ้าเป็นรอก VFD ที่ทิ้งพลังงานลงเบรกรีซิสเตอร์ กระแสด้านไลน์จะยิ่งต่ำทั้งที่มอเตอร์ทำงานเต็มแรงบิด — ตำแหน่งที่คล้อง CT เปลี่ยนคำตอบทั้งหมด
- เบรกลื่นหรือผ้าเบรกสึก — โหลดไหลลงเอง — อาการที่อันตรายที่สุดของรอก คืออาการที่รีเลย์กระแสมองไม่เห็นเลย สิ่งที่กันได้คือเบรกแบบสปริงกด–ไฟฟ้าปลด สวิตช์ยืนยันการปลดและจับเบรก การวัดผ้าเบรกและระยะห่างตามรอบ และการทดสอบด้วยน้ำหนักตามกฎหมาย
- ยกเกินพิกัด — กระแสไม่ใช่เครื่องชั่ง ที่ความเร็วต่ำ ตอนกระตุกทีละนิด และบนรอก VFD กระแสไม่แปรตามน้ำหนักอย่างที่คิด อุปกรณ์จำกัดน้ำหนักจริงคือโหลดเซลล์หรือคลัตช์จำกัดแรงบิด ไม่ใช่รีเลย์
- เบรกไม่ปลดแล้วสั่งเดิน — เป็นหนึ่งในไม่กี่อาการของชุดเบรกที่กระแสเห็นชัด แต่เบรกที่ “ปลดไม่หมด” จะลากไปเงียบ ๆ โดยกระแสขึ้นไม่มากพอให้ทริป จึงยังต้องมีสวิตช์ยืนยันการปลดอยู่ดี
- หน้าสัมผัสรางไฟหรือสายเฟสตองหลุดชั่วขณะ — อาการเป็นแบบชั่วขณะ ถ้าตั้งหน่วงเวลายาวเกินจะไม่เห็นเลย และจะถูกรายงานเป็นปัญหาทางกลแทนที่จะเป็นปัญหาทางไฟฟ้า
สิ่งที่เป็นหน้าที่ของเบรก ไม่ใช่ของรีเลย์
เบรกแบบสปริงกด–ไฟฟ้าปลด (Fail-safe) คืออุปกรณ์ที่รับน้ำหนักไว้จริง ๆ ไม่ใช่มอเตอร์ และไม่ใช่รีเลย์ เมื่อไฟดับหรือวงจรขาด สปริงจะดันผ้าเบรกจับทันที นั่นคือเหตุผลที่มันต้องเป็นแบบสปริงกด
เบรกที่ลื่นสร้างกระแสเป็นศูนย์ และไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่รีเลย์จะเห็น เพราะโหลดไหลลงตอนที่ มอเตอร์ไม่ได้ถูกจ่ายไฟอยู่ด้วยซ้ำ ไม่มีการตั้งค่าใดในรีเลย์ป้องกันมอเตอร์ที่กันอาการนี้ได้
สิ่งที่กันได้จริง
- สวิตช์ยืนยันการปลดและจับเบรก และลำดับการทำงานที่ถูก — ปลดเบรกหลังจากมีแรงบิดแล้ว และจับเบรกก่อนตัดแรงบิด
- การวัดความหนาผ้าเบรกและระยะห่างตามรอบ ก่อนที่มันจะลื่น ไม่ใช่หลังจากนั้น
- เบรกสำรองชุดที่สอง ในงานที่ความเสี่ยงสูง
- การทดสอบด้วยน้ำหนักตามรอบ ซึ่งในประเทศไทยเป็นข้อกำหนดตาม กฎกระทรวงฯ เครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 ไม่ใช่ทางเลือก
สิ่งที่เป็นหน้าที่ของไดรฟ์ ไม่ใช่ของรีเลย์
- ความสามารถสี่ควอดแรนต์ หรือเบรกรีซิสเตอร์ที่ขนาดถูกต้อง สำหรับรับพลังงานที่ไหลย้อนตอนลดโหลด
- การยืนยันแรงบิดก่อนปลดเบรก (Torque Proving)
- การตรวจความเร็วเกินจากเอ็นโคดเดอร์ — โหลดที่ไหลหนีเป็นปัญหาเรื่อง ความเร็ว ไม่ใช่เรื่องกระแส
- การหยุดแบบควบคุมได้
รายละเอียดข้อกำหนดทางไฟฟ้าของเครื่องยกอยู่ใน IEC 60204-32 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ตรงกับงานนี้ที่สุด
สิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของทั้งสองอย่าง
อุปกรณ์จำกัดน้ำหนัก (โหลดเซลล์ หรือคลัตช์จำกัดแรงบิด) คือตัวป้องกันการยกเกินพิกัดตัวจริง ไม่ใช่รีเลย์กระแส เช่นเดียวกับลิมิตสวิตช์บน–ล่าง และสวิตช์สลิงหย่อน
ฟังก์ชันป้องกันที่ต้องมี
รอก / เครน — ลักษณะโหลด Overhauling Load · โหลดขับมอเตอร์กลับ มอเตอร์กลายเป็นเครื่องกำเนิดชั่วขณะ
ความเสี่ยงหลัก: พลังงานไหลย้อนกลับ, ความเร็วเกิน, เบรกไม่อยู่
จำเป็น
- Overload (โหลดเกิน) — ตัดวงจรเมื่อกระแสสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้นานเกินเวลาหน่วง · ดูรุ่น · ดูรุ่น · ดูรุ่น
- Phase Loss (ขาดเฟส) — ตัดเมื่อเฟสใดเฟสหนึ่งหายไป ก่อนอีกสองเฟสรับภาระแทนจนไหม้ · ดูรุ่น · ดูรุ่น · ดูรุ่น
- Start Count / Duty Cycle — จำกัดจำนวนครั้งที่สตาร์ตต่อชั่วโมง ป้องกันความร้อนสะสม · ดูรุ่น · ดูรุ่น
- Interlock จากเซนเซอร์ภายนอก — อาการที่กระแสมอเตอร์มองไม่เห็น ต้องใช้เซนเซอร์ภายนอก เช่น สวิตช์ระดับน้ำ ความดัน การไหล หรือความเร็วสายพาน ต่อพ่วงเข้าวงจรควบคุม
แนะนำ
- Stall / Locked Rotor (มอเตอร์ค้าง) — ตัดเร็วเมื่อกระแสค้างสูงมากขณะที่มอเตอร์ควรหมุนแล้ว · ดูรุ่น · ดูรุ่น
- Current Unbalance (กระแสไม่สมดุล) — ตัดเมื่อส่วนต่างระหว่างเฟสสูงสุดกับต่ำสุดเกินค่าที่ตั้ง · ดูรุ่น · ดูรุ่น
- Ground Fault (ไฟรั่วลงดิน) — ตรวจผลรวมกระแสสามเฟสผ่าน ZCT — ไม่เป็นศูนย์คือมีกระแสรั่วลงดิน · ดูรุ่น · ดูรุ่น
ใช้เฉพาะบางระบบ
เลือกฟังก์ชันป้องกันตามลักษณะโหลดก่อนเลือกรุ่นรีเลย์ — ไม่ควรเลือกรุ่นจากช่วงกระแสอย่างเดียว
ตั้งค่าจริงอย่างไร
Start Count / Duty — ฟังก์ชันที่มีค่าที่สุดของรอก
มอเตอร์รอกไม่ได้ออกแบบมาเดินต่อเนื่อง แต่มีพิกัดแบบใช้งานเป็นช่วง พร้อมอัตราส่วนเวลาทำงาน และขีดจำกัดจำนวนครั้งการสตาร์ตต่อชั่วโมง
ความเครียดทางความร้อนหลักของรอกมาจาก การสตาร์ตและการเบรกแบบสวนแรงบิด ไม่ใช่จากโหลดเกิน ต่อเนื่อง รีเลย์ที่คิดความร้อนจากค่า RMS อย่างเดียวจึงประเมินต่ำไป การจำกัดจำนวนสตาร์ตคือ ฟังก์ชันที่เห็นเรื่องนี้ตรง ๆ
ชั้นการใช้งานของเครนตาม ISO 4301-1 เป็นตัวบอกว่าเครื่องนั้นถูกออกแบบมาให้ทำงานหนักแค่ไหน ควรดูก่อนตั้งค่า
Overload (OC)
ตั้งที่ FLA ตาม Nameplate โดยดูให้ดีว่าเป็นพิกัดของชนิดภาระแบบไหน มอเตอร์รอกมักระบุพิกัด สำหรับการใช้งานเป็นช่วง ซึ่งต่างจากพิกัดเดินต่อเนื่อง
และย้ำอีกครั้งว่าอย่าใช้ OC เป็นอุปกรณ์จำกัดน้ำหนัก
D-Time
ตั้ง สั้นที่สุดเท่าที่สตาร์ตขึ้น เพราะช่วง D-Time คือช่วงที่ Stall ไม่ทำงาน และบนรอก ช่วงเวลานั้นคือช่วงที่ของอาจตกได้ ต่างจากพัดลมหรือเครื่องบดที่ D-Time ยาวเป็นเรื่องยอมรับได้
Stall / Locked Rotor
จับสองอาการที่กระแสเห็นได้จริง — เบรกไม่ปลดแล้วสั่งเดิน และ ยกไม่ขึ้นเพราะเกินพิกัดหรือติดขัด ข้อจำกัดที่ต้องรู้คือเบรกที่ “ปลดไม่หมด” จะลากไปเงียบ ๆ โดยกระแสขึ้นไม่มากพอให้ทริป จึงยังต้องมีสวิตช์ยืนยันการปลดอยู่ดี
Phase Loss และ Unbalance — ตั้งหน่วงเวลาให้สั้น
หน้าสัมผัสรางไฟและสายเฟสตองหลุดเป็นอาการ ชั่วขณะ ตามตำแหน่งบนราง ถ้าตั้งหน่วงเวลายาวเกินไปจะไม่เห็นเลย และผู้ใช้จะรายงานว่า “รอกไม่มีแรง” แทนที่จะเป็นปัญหาทางไฟฟ้า ดูแยกอาการโหลดเกินกับขาดเฟส
Ground Fault
สายลากถูกดึงและเสียดสีตลอดอายุการใช้งาน ฉนวนเปื่อยที่จุดงอซ้ำ ๆ เป็นเรื่องของเวลา ควรมี ZCT ที่วงจรรอก — ดูวิธีเลือก ZCT
ฟังก์ชันที่ไม่ควรใช้กับรอก
Undercurrent — ไม่ควรตั้งให้แปลว่า “โหลดหาย” เพราะกระแสต่ำระหว่างลดโหลดคือพฤติกรรมปกติ การตั้งไว้จะทริปทุกครั้งที่ลดของ แล้วจบด้วยการปิดฟังก์ชันทิ้ง ซึ่งแย่กว่าการไม่ตั้งตั้งแต่ต้น
กระแสในฐานะเครื่องชั่งน้ำหนัก — ใช้ไม่ได้ด้วยเหตุผลทั้งสี่ข้อที่อธิบายไว้ข้างบน
สรุปเป็นลำดับการตั้งค่า
- ดูก่อนว่า CT คล้องอยู่ตรงไหน — ก่อนหรือหลังไดรฟ์ เปลี่ยนความหมายของทุกค่าที่อ่านได้
- ตั้ง OC = FLA ตามชนิดภาระที่ Nameplate ระบุ — ไม่ใช่เพื่อจำกัดน้ำหนัก
- ตั้ง D-Time สั้นที่สุด เท่าที่สตาร์ตขึ้น
- เปิด Start Count ตามชั้นการใช้งานและจำนวนครั้งต่อชั่วโมงที่ผู้ผลิตกำหนด — ฟังก์ชันสำคัญที่สุด
- ตั้ง Phase Loss + Unbalance โดยใช้ หน่วงเวลาสั้น เพื่อจับอาการชั่วขณะจากรางไฟ
- เพิ่ม ZCT + Ground Fault ที่วงจรสายลาก
- อย่าตั้ง Undercurrent เป็นตัวบอกว่าโหลดหาย
- เรื่องเบรก น้ำหนักเกิน และความเร็วเกิน → เป็นหน้าที่ของ เบรก โหลดเซลล์ และเอ็นโคดเดอร์ พร้อมการทดสอบตามกฎกระทรวงฯ ปั้นจั่น พ.ศ. 2564
รอกทริปตอนลดของ หรือไม่ทริปตอนที่ควรทริป
ส่ง Nameplate มอเตอร์ ชนิดชุดขับ (ตรง ซอฟต์สตาร์ต หรือ VFD) ตำแหน่งที่คล้อง CT และลักษณะการใช้งานต่อชั่วโมงมาทาง LINE ทีมวิศวกรจะช่วยดูว่าฟังก์ชันไหนควรเปิดและฟังก์ชันไหนไม่ควรใช้กับงานยก
ให้ทีมวิศวกร SAV ช่วยเลือกรุ่น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ตอนลดโหลดลง กระแสมอเตอร์รอกเป็นเท่าไร?
ไม่มีคำตอบเดียว ขึ้นกับว่าชุดขับทำงานแบบไหน ถ้าปล่อยลงจนเร็วกว่าความเร็วซิงโครนัส มอเตอร์กลายเป็นเครื่องกำเนิดและกระแสจะต่ำกว่าตอนยกที่น้ำหนักเท่ากันแต่ไม่เป็นศูนย์ ถ้าลดแบบสวนแรงบิดกระแสจะสูงกว่าตอนยกด้วยซ้ำ และถ้าเป็นรอก VFD ที่ทิ้งพลังงานลงเบรกรีซิสเตอร์ กระแสด้านไลน์จะแทบหายไปทั้งที่มอเตอร์ทำงานเต็มแรงบิด
ใช้ Undercurrent จับ 'โหลดหาย' หรือสลิงขาดบนรอกได้ไหม?
ไม่ได้ และเป็นความเข้าใจผิดที่อันตราย กระแสต่ำระหว่างลดโหลดคือพฤติกรรมปกติของรอก ไม่ใช่ความผิดปกติ การตั้ง Undercurrent ให้แปลว่าโหลดหายจะทริปทุกครั้งที่ลดของ แล้วจบด้วยการปิดฟังก์ชันทิ้ง เครื่องมือที่ถูกคือลิมิตสวิตช์ สวิตช์สลิงหย่อน และอุปกรณ์จำกัดน้ำหนัก
เบรกรอกลื่น รีเลย์จับได้ไหม?
ไม่ได้เลย และนี่คือประโยคที่สำคัญที่สุดของบทความนี้ เมื่อเบรกลื่น โหลดไหลลงตอนที่มอเตอร์ไม่ได้จ่ายไฟอยู่ด้วยซ้ำ จึงไม่มีกระแสให้รีเลย์อ่าน สิ่งที่กันได้คือเบรกแบบสปริงกด-ไฟฟ้าปลด สวิตช์ยืนยันการปลดและจับ การวัดผ้าเบรกกับระยะห่างตามรอบ และการทดสอบด้วยน้ำหนักตามกฎหมาย
ฟังก์ชันไหนของรีเลย์ที่มีค่าที่สุดกับรอก?
การจำกัดจำนวนสตาร์ตต่อชั่วโมง เพราะมอเตอร์รอกมีพิกัดแบบใช้งานเป็นช่วงและมีขีดจำกัดจำนวนครั้งการสตาร์ต ความเครียดทางความร้อนหลักมาจากการสตาร์ตและการเบรกแบบสวนแรงบิด ไม่ใช่จากโหลดเกินต่อเนื่อง รีเลย์ที่คิดความร้อนจากค่า RMS อย่างเดียวจึงป้องกันไม่พอ รองลงมาคือการจับขาดเฟสแบบชั่วขณะจากหน้าสัมผัสรางไฟ
ทำไมคนใช้งานถึงบอกว่ารอกไม่มีแรงเป็นบางจุดบนราง?
มักเป็นหน้าสัมผัสรางไฟหรือสายเฟสตองที่หลุดชั่วขณะ ทำให้ขาดเฟสเป็นช่วงสั้น ๆ ตามตำแหน่งบนราง อีกสองเฟสจะรับภาระแทนและกระแสไม่สมดุลจะกระพริบไปมา อาการถูกรายงานเป็นปัญหาทางกลเพราะผู้ใช้รู้สึกว่ายกไม่ขึ้น ถ้าตั้งหน่วงเวลาของฟังก์ชันขาดเฟสยาวเกินไปจะไม่เห็นอาการนี้เลย
แหล่งอ้างอิง
- IEC 60204-32:2023 (Ed. 3.0) — Safety of machinery: Electrical equipment of machines — Part 32: Requirements for hoisting machines — มาตรฐานที่ตรงที่สุดสำหรับงานนี้ ครอบคลุมการควบคุมเบรก การป้องกัน และระบบจ่ายไฟรวมถึงสายลากและรางไฟ (แทนที่ฉบับ Ed. 2.0:2008)
- ISO 4301-1:2016 (Ed. 3) — Cranes — Classification — Part 1: General — การจัดชั้นเครนและกลไกตามจำนวนรอบการทำงานและสเปกตรัมของภาระ ใช้เป็นฐานของข้อจำกัดจำนวนสตาร์ต — ฉบับ 2016 ใช้ระบบ A-class ตามรอบการทำงาน ต่างจากฉบับ 1986 ที่เป็น M-class ตามเวลา อย่านำสองระบบมาปนกัน
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 — ข้อกำหนดตามกฎหมายไทยสำหรับปั้นจั่น รวมถึงการตรวจสอบและทดสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์
- IEC 60034-1 (Ed. 15.0, 2026) — Rotating electrical machines: Rating and performance — ชนิดภาระ S3 / S4 / S5 และค่าอัตราส่วนเวลาทำงาน (Cyclic Duration Factor) ที่ใช้กับมอเตอร์รอก — ค้นด้วยเลขมาตรฐานที่ IEC Webstore
- IEC 60947-4-1:2023 (Ed. 5.0, corrected version 2026-03) — Contactors and motor-starters — Trip Class ของอุปกรณ์ป้องกันโหลดเกิน
- มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย วสท. 022001-22 (พ.ศ. 2564) — ข้อกำหนดการติดตั้งวงจรมอเตอร์ การต่อลงดิน และสายอ่อนที่เคลื่อนที่ได้
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเชิงเทคนิคเพื่อการศึกษาและการเลือกอุปกรณ์เบื้องต้น ค่าที่คำนวณเป็น “ค่าประมาณ” การออกแบบและติดตั้งจริงต้องตรวจสอบกับข้อมูลบน Nameplate มาตรฐานฉบับปัจจุบัน และวิศวกรผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ SAV ไม่รับผิดชอบต่อการนำไปใช้นอกบริบท