ลักษณะโหลด

ป้องกันมอเตอร์เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ: ค่ายอด ค่า RMS และกระแสไม่สมดุลหลอก

เขียนโดย: ทีมวิศวกรรม SAV Automationอ้างอิง: ลักษณะโหลดแบบ Pulsating การวัดสมรรถนะตาม ISO 1217 และชนิดภาระ (Duty type) ตาม IEC 60034-1 (ดูแหล่งอ้างอิงด้านล่าง)ปรับปรุงล่าสุด: 2 สิงหาคม 2569
คำตอบโดยสรุป

เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบต่างจากแบบสกรูตรงที่แรงบิดเต้นภายในหนึ่งรอบข้อเหวี่ยง ระหว่างเกือบศูนย์ตอนดูดกับยอดแหลมตอนอัด ที่ความถี่ระดับหลายสิบเฮิรตซ์ ซึ่งช้าพอที่จะตกอยู่ในช่วงเวลาที่รีเลย์ใช้วัด ผลตามมาสองข้อ หนึ่ง ค่าที่ต้องใช้ตั้ง Overload คือค่า RMS จริงเฉลี่ยยาวกว่ารอบข้อเหวี่ยงมาก ไม่ใช่ค่ายอดที่แคลมป์มิเตอร์จับได้ สอง แรงบิดเต้นทำให้รีเลย์อ่านเป็นกระแสไม่สมดุลได้ทั้งที่แหล่งจ่ายปกติ ซึ่งแยกได้ด้วยการเดินตอนปลดภาระแล้ววัดซ้ำ

เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบมีฟิสิกส์ด้านทางส่งเหมือนแบบสกรูทุกประการ — ปิดทางส่งแล้วกระแสสูงขึ้น โดยไม่มีเพดานในตัวเอง ดูเรื่องนั้นได้ในบทความเครื่องสกรู สิ่งที่ทำให้มันเป็นเครื่องคนละชนิดในสายตาของรีเลย์ อยู่ที่ สิ่งที่เกิดขึ้นภายในหนึ่งรอบข้อเหวี่ยง

แรงบิดเต้นภายในหนึ่งรอบ

ในเครื่องสกรู โรเตอร์ขบกันต่อเนื่อง แรงบิดจึงเรียบ ระลอกที่มีอยู่เกิดที่ความถี่ระดับหลายร้อยเฮิรตซ์ ซึ่งสูงเกินกว่ารีเลย์จะแยกออก และถูกความเฉื่อยของชุดขับกลืนไปเกือบหมด

ในเครื่องลูกสูบ แรงบิดที่ต้องการเปลี่ยนไปตามมุมข้อเหวี่ยง — เกือบเป็นศูนย์ตอนจังหวะดูด และพุ่งเป็น ยอดแหลมตอนปลายจังหวะอัด ล้อช่วยแรงช่วยให้มอเตอร์ไม่ต้องรับยอดเต็ม ๆ แต่ไม่ได้ทำให้มันหายไป

ℹ️ ทำไมความถี่ถึงสำคัญ

ที่รอบใช้งานของเครื่องอุตสาหกรรมทั่วไป การเต้นของแรงบิดอยู่ที่ระดับ หลายสิบเฮิรตซ์ ซึ่ง ช้าพอที่จะตกอยู่ในช่วงเวลาที่รีเลย์ใช้วัดค่า ต่างจากระลอกของเครื่องสกรูที่เร็วเกินกว่าจะมีผล นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่เครื่องสองแบบนี้ถูกจัดเป็นลักษณะโหลดคนละชนิด

ค่ายอด ค่า RMS และค่าเฉลี่ย — ตั้งรีเลย์ด้วยค่าไหน

ความร้อนในขดลวดเป็นไปตาม I²R ดังนั้น ค่าที่ถูกต้องในเชิงความร้อนคือค่า RMS จริง เฉลี่ยในช่วงเวลา ที่ยาวกว่ารอบข้อเหวี่ยงมาก และนั่นคือสิ่งที่ฟังก์ชัน Overload ควรทำงานด้วย

ค่ายอดมีความหมาย แต่กับเรื่องอื่นสามเรื่อง และไม่ใช่กับการตั้ง OC

  1. แรงบิดสูงสุดที่มอเตอร์ออกได้ (Breakdown Torque) — ยอดแรงบิดต้องไม่เกินค่านี้ ไม่งั้นเครื่องจะสะดุด นี่คือเหตุผลที่มอเตอร์สำหรับคอมเพรสเซอร์ลูกสูบมักระบุแรงบิดสูงสุดไว้สูงและจับคู่กับล้อช่วยแรง
  2. การตัดแบบทันทีของเบรกเกอร์ต้นทาง
  3. กับดักแคลมป์มิเตอร์ ซึ่งเป็นข้อที่ทำให้ตั้งค่าผิดจริง ๆ หน้างาน
⚠️ กับดักแคลมป์มิเตอร์

แคลมป์มิเตอร์ที่จับค่าสูงสุด (Peak Hold) จะอ่านยอดของแต่ละรอบข้อเหวี่ยง ซึ่ง สูงกว่าค่า RMS จริงมาก ช่างที่เห็นค่านั้นแล้วคิดว่า “มอเตอร์กินเกินพิกัด” จะขยายค่าตั้ง Overload ตามไป ผลคือรีเลย์หลวมไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์ และ ไม่มีวันตัดตอนโหลดเกินจริง

กฎประจำบ้านตอบข้อนี้ไว้แล้ว — ตั้ง OC จาก Nameplate ไม่ใช่จากค่าที่วัดได้ และไม่มีเครื่องไหน ที่กฎนี้สำคัญเท่าเครื่องลูกสูบ

กระแสไม่สมดุลหลอก: เมื่อโหลดทำให้รีเลย์อ่านผิด

อาการที่ได้รับแจ้งบ่อย — รีเลย์ฟ้องกระแสไม่สมดุล แต่ช่างไปวัดแล้วไฟปกติดี

กลไกที่ทำให้เกิด แรงบิดที่เต้นทำให้กระแสทั้งสามเฟสขึ้นลง พร้อมกันและเท่ากันในเชิงรูปคลื่นห่อหุ้ม ถ้าวัดทั้งสามเฟสพร้อมกันจริง ๆ จะไม่พบความไม่สมดุลเลย ความไม่สมดุลปรากฏขึ้นเมื่อ รีเลย์วัดแต่ละเฟส ด้วยช่วงเวลาสั้นเทียบกับคาบการเต้น หรือวัดไม่ตรงจังหวะกัน หรือเมื่อค่าที่นำมาเทียบเป็นค่าสูงสุด กับต่ำสุดที่ถูกจับคนละช่วงของรอบข้อเหวี่ยง

พูดอีกอย่างคือ มันเป็นสิ่งประดิษฐ์จากวิธีวัด ไม่ใช่ความผิดปกติทางไฟฟ้า

วิธีทดสอบที่ตัดสินได้จริง

เดินเครื่องตอนปลดภาระ หรือถอดสายพานออกแล้วเดินมอเตอร์เปล่า แล้วอ่านค่าซ้ำ

  • ค่าไม่สมดุล ยังอยู่ → เป็นปัญหาฝั่งแหล่งจ่ายหรือตัวมอเตอร์จริง
  • ค่าไม่สมดุล หายไป → เป็นภาพหลอกจากแรงบิดเต้น

ยืนยันซ้ำด้วยการ วัดแรงดันสามเฟส เพราะกระแสไม่สมดุลของจริงมักมาพร้อมแรงดันไม่สมดุล หรือจุดต่อที่มีความต้านทานสูงจนร้อน

การตั้งค่าที่ถูกคือยืดหน่วงเวลาให้ยาวกว่าหลายรอบข้อเหวี่ยง ไม่ใช่ลดความไวลง และไม่ใช่ปิดฟังก์ชันทิ้ง รีเลย์ที่อ่านกระแสรายเฟสให้เห็นอย่าง EOCR-i3 ช่วยได้มากตรงนี้ — สามเฟสที่ขยับ ขึ้นลงพร้อมกัน คือโหลด ส่วนเฟสเดียวที่สูงกว่า อย่างคงที่ คือฝั่งไฟ

อ่านเพิ่มที่แรงดันและกระแสไม่สมดุล และ แยกอาการโหลดเกินกับขาดเฟส

อาการเสียที่พบหน้างาน

อาการเสียกระแสเป็นอย่างไรอาการหน้างานตรวจจับด้วย
สตาร์ตขณะยังมีความดันค้างที่หัวสูบกระแสสตาร์ตสูงค้างนานผิดปกติ บางครั้งไม่เร่งขึ้นเลยสตาร์ตแล้วครางอยู่กับที่ พบบ่อยเมื่อวาล์วปลดภาระหรือเช็ควาล์วไม่ระบายความดันStall / Locked Rotor (มอเตอร์ค้าง)Start Delay / D-Time
ทางส่งปิดหรืออุดตันกระแส สูงขึ้น และ ค่ายอดต่อรอบสูงขึ้นเร็วกว่าค่า RMSวาล์วนิรภัยระบายเป็นจังหวะ หัวสูบร้อนจัด เสียงเปลี่ยนInterlock จากเซนเซอร์ภายนอกOverload (โหลดเกิน)
ลิ้น/แผ่นวาล์วรั่ว หรือปะเก็นฝาสูบแตกกระแส ลดลง เพราะงานที่ทำได้ต่อรอบลดลง ทั้งที่เครื่องกำลังเสียเวลาเติมถังนานขึ้นมาก หัวสูบร้อนผิดปกติ ลมที่ได้ต่อชั่วโมงตกUndercurrent / Underload (กระแสต่ำ)Interlock จากเซนเซอร์ภายนอก
สายพานลื่นหรือขาดลื่น: กระแสต่ำกว่าที่ควรเป็น · ขาด: ตกสู่ระดับเดินตัวเปล่าทันทีมีเสียงลื่นและฝุ่นยาง ล้อช่วยแรงหมุนช้ากว่าปกติ หรือไม่หมุนเลยUndercurrent / Underload (กระแสต่ำ)
สตาร์ต–หยุดถี่เกิน (ถังเล็ก ระบบรั่ว ช่วงความดันแคบ)กระแสตอนเดินปกติดี แต่มีช่วงกระแสสตาร์ตซ้ำถี่ตลอดกะเครื่องตัด–ต่อทุกไม่กี่นาที มอเตอร์ร้อนสะสมทั้งที่ไม่เคยทริปStart Count / Duty Cycle
แรงบิดเต้นรุนแรงผิดปกติ (สูบทำงานไม่เท่ากัน ล้อช่วยแรงหลวม)กระแสเต้นตามรอบข้อเหวี่ยงลึกกว่าเดิม และค่ารายเฟสอ่านได้ต่างกันชั่วขณะ ทั้งที่แหล่งจ่ายสมดุลดีสั่นแรงขึ้น ฐานแท่นคลอน เสียงเครื่องไม่สม่ำเสมอCurrent Unbalance (กระแสไม่สมดุล)Interlock จากเซนเซอร์ภายนอก
⚠️ ข้อควรระวังในการอ่านกระแส
  • สตาร์ตขณะยังมีความดันค้างที่หัวสูบแยกจาก “แรงดันตกที่ปลายสาย” ด้วยกระแสอย่างเดียวไม่ได้ ทั้งสองอย่างทำให้สตาร์ตไม่ขึ้นเหมือนกัน ต้องวัดแรงดันที่ขั้วมอเตอร์ขณะสตาร์ตประกอบเสมอ
  • ทางส่งปิดหรืออุดตันเมื่อวาล์วนิรภัยระบายเป็นจังหวะ กระแสจะขึ้น–ลงสลับ รีเลย์อาจไม่เคยเห็นค่าสูงค้างนานพอจะทริปเลย ทั้งที่เครื่องกำลังเสียหาย ด่านที่ถูกคือสวิตช์ความดันกับวาล์วนิรภัย
  • ลิ้น/แผ่นวาล์วรั่ว หรือปะเก็นฝาสูบแตกอาการเสียที่ทำให้กระแส “ดูดีขึ้น” ค่า Undercurrent ที่ตั้งไว้จับสายพานขาดจะต่ำเกินกว่าจะเห็น ตัวชี้ขาดคือเวลาเติมถังเทียบกับตอนเครื่องยังดี และอุณหภูมิหัวสูบ
  • สายพานลื่นหรือขาดสายพานลื่น วาล์วรั่ว และการเดินตอนปลดภาระ ให้กระแสต่ำเหมือนกันหมด แยกได้จากความเร็วล้อช่วยแรงและเวลาเติมถัง ไม่ใช่จากค่ากระแส
  • สตาร์ต–หยุดถี่เกิน (ถังเล็ก ระบบรั่ว ช่วงความดันแคบ)แบบจำลองความร้อนของ Overload มองไม่เห็น เพราะระหว่างรอบกระแสกลับมาปกติหมด ความร้อนมาจากกระแสสตาร์ตซ้ำ ๆ ที่โรเตอร์ และต้นเหตุจริงมักคือรอยรั่วในระบบลมหรือถังเล็กเกิน
  • แรงบิดเต้นรุนแรงผิดปกติ (สูบทำงานไม่เท่ากัน ล้อช่วยแรงหลวม)ก่อนสรุปว่าไฟไม่สมดุล ต้องแยกให้ออกก่อนว่าเป็นแรงบิดเต้นหรือไม่ — เดินตอนปลดภาระ หรือถอดสายพานแล้วเดินมอเตอร์เปล่า แล้วอ่านซ้ำ ถ้าเป็นปัญหาฝั่งไฟจะยังอยู่ ถ้าเป็นภาพหลอกจากแรงบิดจะหายไป และต้องวัดแรงดันสามเฟสประกอบเสมอ

สามอาการที่กระแสตกเหมือนกัน

ลิ้นวาล์วรั่ว สายพานลื่น และการเดินตอนปลดภาระ ทำให้กระแสต่ำเหมือนกันหมด แต่คนละเรื่องกันสิ้นเชิง

กระแสอุณหภูมิหัวสูบเวลาเติมถังความเร็วล้อช่วยแรง
ปลดภาระตามปกติต่ำลดลง— (ไม่ได้อัด)ปกติ
ลิ้น/วาล์วรั่วต่ำสูงผิดปกตินานขึ้นมากปกติ
สายพานลื่นต่ำกว่าที่ควรปกติหรือสูงเล็กน้อยนานขึ้นต่ำกว่าปกติ
สายพานขาดระดับเดินตัวเปล่าปกติไม่เติมเลยหยุด

คอลัมน์ที่แยกได้จริงไม่ใช่กระแส แต่คือ เวลาเติมถังกับอุณหภูมิหัวสูบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรจดเวลา เติมถังตอนเครื่องยังดีไว้เป็นค่าอ้างอิงตั้งแต่วันติดตั้ง

ฟังก์ชันป้องกันที่ต้องมี

เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ — ลักษณะโหลด Pulsating Load · แรงบิดไม่สม่ำเสมอภายในหนึ่งรอบการหมุน

ความเสี่ยงหลัก: สั่นสะเทือน, กระแสยอดสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก

จำเป็น

  • Overload (โหลดเกิน)ตัดวงจรเมื่อกระแสสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้นานเกินเวลาหน่วง · ดูรุ่น · ดูรุ่น · ดูรุ่น
  • Phase Loss (ขาดเฟส)ตัดเมื่อเฟสใดเฟสหนึ่งหายไป ก่อนอีกสองเฟสรับภาระแทนจนไหม้ · ดูรุ่น · ดูรุ่น · ดูรุ่น
  • Start Delay / D-Timeไม่นับกระแสช่วงสตาร์ตเป็นโหลดเกิน จนพ้นเวลาเร่ง · ดูรุ่น · ดูรุ่น
  • Interlock จากเซนเซอร์ภายนอกอาการที่กระแสมอเตอร์มองไม่เห็น ต้องใช้เซนเซอร์ภายนอก เช่น สวิตช์ระดับน้ำ ความดัน การไหล หรือความเร็วสายพาน ต่อพ่วงเข้าวงจรควบคุม

แนะนำ

  • Start Count / Duty Cycleจำกัดจำนวนครั้งที่สตาร์ตต่อชั่วโมง ป้องกันความร้อนสะสม · ดูรุ่น · ดูรุ่น
  • Current Unbalance (กระแสไม่สมดุล)ตัดเมื่อส่วนต่างระหว่างเฟสสูงสุดกับต่ำสุดเกินค่าที่ตั้ง · ดูรุ่น · ดูรุ่น
  • Stall / Locked Rotor (มอเตอร์ค้าง)ตัดเร็วเมื่อกระแสค้างสูงมากขณะที่มอเตอร์ควรหมุนแล้ว · ดูรุ่น · ดูรุ่น

ใช้เฉพาะบางระบบ

  • Undercurrent / Underload (กระแสต่ำ)ตัดเมื่อกระแสต่ำกว่าค่าที่ตั้ง — โหลดหายไปทั้งที่มอเตอร์ยังหมุน (ขับด้วยสายพานและต้องจับสายพานขาด — ตั้งได้เฉพาะเมื่อกระแสเดินปกติกับตอนปลดภาระห่างกันพอ) · ดูรุ่น · ดูรุ่น
  • Ground Fault (ไฟรั่วลงดิน)ตรวจผลรวมกระแสสามเฟสผ่าน ZCT — ไม่เป็นศูนย์คือมีกระแสรั่วลงดิน (ติดตั้งกลางแจ้ง ในที่ชื้น หรือมอเตอร์เก่า/พันใหม่) · ดูรุ่น · ดูรุ่น

เลือกฟังก์ชันป้องกันตามลักษณะโหลดก่อนเลือกรุ่นรีเลย์ — ไม่ควรเลือกรุ่นจากช่วงกระแสอย่างเดียว

ตั้งค่าจริงอย่างไร

Overload (OC)

FLA จาก Nameplate เท่านั้น อย่าตั้งจากค่าที่แคลมป์มิเตอร์อ่านได้ ด้วยเหตุผลที่อธิบายไว้ข้างบน ถ้าใช้สตาร์ต-เดลตา และ CT อยู่ในกิ่งเดลตา ให้ใช้ FLA × 0.58

D-Time

จับเวลาสตาร์ต ขณะเครื่องไม่มีความดันค้างที่หัวสูบ ซึ่งเป็นสภาพที่ควรจะเป็นเมื่อวาล์วปลดภาระ และเช็ควาล์วทำงานถูกต้อง ถ้าสตาร์ตยากขึ้นเรื่อย ๆ ให้ไปดูวาล์วก่อน ไม่ใช่ยืดเวลา

Stall / Locked Rotor

จับกรณีสตาร์ตไม่ขึ้นจากความดันค้าง หรือลูกสูบฝืด ตั้งให้ทำงานหลังพ้น D-Time ข้อควรระวังคืออาการเดียวกันนี้เกิดจาก แรงดันตกที่ปลายสาย ได้ด้วย ต้องวัดแรงดันที่ขั้วมอเตอร์ ขณะสตาร์ตประกอบเสมอ — ดูเครื่องคำนวณแรงดันตก

Unbalance

ตั้งค่าไว้ตามปกติ แต่ ยืดหน่วงเวลาให้ยาวกว่าหลายรอบข้อเหวี่ยง และก่อนจะเชื่อค่าที่ฟ้อง ให้ทำการทดสอบเดินตอนปลดภาระตามที่อธิบายไว้ข้างบนเสมอ

Start Count — ฟังก์ชันประจำเครื่องชนิดนี้

เครื่องลูกสูบมักถูกสั่งเดิน–หยุดตามความดันในถัง ถ้าระบบมีรอยรั่วหรือถังเล็กเกิน เครื่องจะตัดต่อ ทุกไม่กี่นาทีตลอดกะ

⚠️ Overload มองไม่เห็นการตัดต่อถี่

ระหว่างแต่ละรอบ กระแสกลับมาปกติหมด แบบจำลองความร้อนจึงไม่สะสมอะไร แต่ ความร้อนจริงสะสมที่โรเตอร์ จากกระแสสตาร์ตซ้ำ ๆ Start Count คือฟังก์ชันเดียวที่เห็นเรื่องนี้

และต้องพูดให้ชัด — การจำกัดจำนวนสตาร์ตคือการกันมอเตอร์ไหม้ ไม่ใช่การแก้ปัญหา ต้นเหตุจริงคือรอยรั่วในระบบลม ถังเก็บลมเล็กเกิน หรือช่วงความดันตัด–ต่อแคบเกิน

Undercurrent (UC)

ใช้ได้เฉพาะเครื่องที่ขับด้วยสายพานและมีระดับกระแสเดินปกติที่นิ่งพอ ตั้งไว้ระหว่างกระแสเดินตัวเปล่า กับกระแสเดินปกติที่ภาระต่ำสุด และต้องเข้าใจว่ามันจับลิ้นวาล์วรั่วไม่ได้ เพราะค่าที่ตั้งไว้ สำหรับสายพานขาดจะต่ำเกินไปมาก

รอบการทำงานที่ Nameplate มอเตอร์ไม่ได้บอก

มอเตอร์อาจมีพิกัดเดินต่อเนื่อง แต่ ตัวเครื่องอัดอากาศเองมีข้อจำกัดรอบการทำงาน ที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ เช่นเดินได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของเวลา เรื่องนี้เป็นข้อจำกัดเชิงเครื่องกลและความร้อนของตัวเครื่อง ไม่ใช่ฟังก์ชันของรีเลย์ ต้องคุมด้วยการออกแบบระบบและขนาดถัง

สรุปเป็นลำดับการตั้งค่า

  1. ตั้ง OC = FLA จาก Nameplate — ห้ามตั้งจากค่าที่แคลมป์มิเตอร์อ่านได้
  2. จับเวลาสตาร์ตขณะไม่มีความดันค้าง → ตั้ง D-Time ให้ยาวกว่าเล็กน้อย
  3. เปิด Stall หลังพ้น D-Time และวัดแรงดันที่ขั้วมอเตอร์ตอนสตาร์ตประกอบ
  4. ตั้ง Unbalance โดย ยืดหน่วงเวลา และทดสอบด้วยการเดินตอนปลดภาระก่อนเชื่อค่าที่ฟ้อง
  5. เปิด Start Count ตามจำนวนครั้งต่อชั่วโมงที่คู่มือกำหนด แล้วไปแก้รอยรั่วเป็นการบ้าน
  6. ตั้ง Phase Loss เสมอ และเพิ่ม Ground Fault ถ้ากลางแจ้งหรือมอเตอร์เคยพันใหม่
  7. ต่อ สวิตช์ความดันและวาล์วนิรภัย — ด่านความปลอดภัยของความดันไม่ใช่รีเลย์กระแส

รีเลย์ฟ้องไม่สมดุล แต่วัดแล้วไฟปกติ

ส่ง Nameplate มอเตอร์ รุ่นรีเลย์ที่ใช้อยู่ และค่ากระแสรายเฟสที่อ่านได้ทั้งตอนโหลดและตอนปลดภาระมาทาง LINE ทีมวิศวกรจะช่วยดูว่าเป็นปัญหาฝั่งไฟจริงหรือเป็นภาพหลอกจากแรงบิดเต้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ตั้ง Overload ของคอมเพรสเซอร์ลูกสูบด้วยค่ายอดหรือค่า RMS?

ค่า RMS จริง ที่เฉลี่ยในช่วงเวลายาวกว่ารอบข้อเหวี่ยงมาก เพราะความร้อนในขดลวดเป็นไปตาม I²R ซึ่งเป็นปริมาณเชิงความร้อน ค่ายอดมีความหมายกับแรงบิดสูงสุดที่มอเตอร์ต้องออกและกับการตัดแบบทันทีของเบรกเกอร์เท่านั้น ในทางปฏิบัติให้ตั้งจากกระแสพิกัดบน Nameplate ไม่ใช่จากค่าที่วัดได้หน้างาน

แคลมป์มิเตอร์อ่านได้สูงกว่าพิกัดมอเตอร์ ต้องขยายค่าตั้งไหม?

ไม่ต้อง และนี่คือกับดักที่พบบ่อยที่สุดกับเครื่องลูกสูบ แคลมป์มิเตอร์ที่จับค่าสูงสุดจะอ่านยอดของแต่ละรอบข้อเหวี่ยง ซึ่งสูงกว่าค่า RMS จริงมาก ถ้าเอาค่านั้นไปตั้ง Overload จะได้รีเลย์ที่หลวมไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์และไม่มีวันตัดตอนโหลดเกินจริง ให้ยึด Nameplate เสมอ

รีเลย์ฟ้องกระแสไม่สมดุล แต่ช่างวัดแล้วไฟปกติ เกิดจากอะไร?

อาจเป็นภาพหลอกจากแรงบิดเต้น แรงบิดที่เต้นในหนึ่งรอบทำให้กระแสทั้งสามเฟสขึ้นลงพร้อมกัน แต่ถ้ารีเลย์วัดแต่ละเฟสด้วยช่วงเวลาสั้นหรือไม่ตรงจังหวะกัน ค่าที่ได้จะต่างกันและถูกคำนวณเป็นความไม่สมดุล วิธีแยกคือเดินเครื่องตอนปลดภาระหรือถอดสายพานแล้วเดินมอเตอร์เปล่า ถ้าเป็นปัญหาฝั่งไฟจะยังอยู่ ถ้าเป็นภาพหลอกจะหายไป และควรวัดแรงดันสามเฟสประกอบด้วย

ลิ้นวาล์วรั่วแล้วกระแสเป็นอย่างไร?

ลดลง ซึ่งเป็นอาการเสียที่ทำให้กระแสดูดีขึ้น เพราะงานที่ทำได้ต่อรอบลดลง เครื่องจึงกินกำลังน้อยลงทั้งที่กำลังเสีย ค่า Undercurrent ที่ตั้งไว้จับสายพานขาดจะต่ำเกินกว่าจะเห็นอาการนี้ ตัวชี้ขาดคือเวลาเติมถังที่นานขึ้นเทียบกับตอนเครื่องยังดี และอุณหภูมิหัวสูบที่สูงผิดปกติ

คอมเพรสเซอร์ตัดต่อบ่อยมาก ต้องแก้ที่รีเลย์ไหม?

ไม่ ต้องแก้ที่ต้นเหตุ การตัดต่อถี่มาจากรอยรั่วในระบบลม ถังเก็บลมเล็กเกิน หรือช่วงความดันตัด-ต่อแคบเกิน รีเลย์ทำได้แค่จำกัดจำนวนครั้งการสตาร์ตต่อชั่วโมงเพื่อกันมอเตอร์ไหม้ ซึ่งเป็นการกันความเสียหาย ไม่ใช่การแก้ปัญหา และ Overload ธรรมดามองไม่เห็นเลยเพราะระหว่างรอบกระแสกลับมาปกติหมด

แหล่งอ้างอิง

  1. ISO 1217:2009 (Ed. 4) + Amd 1:2016 — Displacement compressors — Acceptance testsวิธีวัดปริมาณลมที่ผลิตได้และกำลังที่ใช้ ใช้เทียบสมรรถนะเครื่องก่อนและหลังเสื่อม
  2. IEC 60034-1 (Ed. 15.0, 2026) — Rotating electrical machines: Rating and performanceชนิดภาระ S1–S10 และพิกัดที่ใช้กับงานเดิน–หยุดเป็นรอบ — ค้นด้วยเลขมาตรฐานที่ IEC Webstore
  3. IEC 60947-4-1:2023 (Ed. 5.0, corrected version 2026-03) — Contactors and motor-startersTrip Class ของอุปกรณ์ป้องกันโหลดเกิน
  4. ISO 12100:2010 — Safety of machinery: General principles for design — Risk assessment and risk reductionหลักการเลือกมาตรการความปลอดภัย — วาล์วนิรภัยและสวิตช์ความดันเป็นด่านหลักของความดันเกิน
  5. ISO 20816-1:2016 — Mechanical vibration: Measurement and evaluation of machine vibration — Part 1แทนที่ ISO 10816-1:1995 (เกณฑ์เครื่องจักรอุตสาหกรรมเกิน 15 kW อยู่ใน Part 3) — ใช้กับอาการสั่นจากล้อช่วยแรงและฐานแท่น
  6. มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย วสท. 022001-22 (พ.ศ. 2564)ข้อกำหนดการติดตั้งวงจรมอเตอร์และการป้องกัน

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเชิงเทคนิคเพื่อการศึกษาและการเลือกอุปกรณ์เบื้องต้น ค่าที่คำนวณเป็น “ค่าประมาณ” การออกแบบและติดตั้งจริงต้องตรวจสอบกับข้อมูลบน Nameplate มาตรฐานฉบับปัจจุบัน และวิศวกรผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ SAV ไม่รับผิดชอบต่อการนำไปใช้นอกบริบท